เมื่อ 27 เม.ย.69 กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 กองกำลังสุรนารี กรณีตรวจพบและสกัดจับกลุ่มบุคคลต้องสงสัยสัญชาติเวียดนาม ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายผ่านช่องทางธรรมชาติ เข้ามายังประเทศไทยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากจุดผ่านแดนช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ประมาณ 380 เมตร รวม 12 คน (ชาย 10 คน และหญิง 2 คน) พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ จำนวน 15 เครื่อง
โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้การว่ามีกลุ่มเพจในสื่อออนไลน์ต่างๆ ในประเทศเวียดนาม ได้ประกาศโพสต์เชิญชวนรับสมัครงานด้านไอทีที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีรายได้ดี ประมาณ 40 ล้านดองต่อเดือน หรือประมาณ 50,000 บาท จึงตัดสินใจสมัครงาน และภายหลังผ่านเรียบร้อย ได้มีคนนัดหมายและมารับตัว เพื่อไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา แต่ปรากฏว่าจากนั้นได้ถูกยึดหนังสือเดินทาง (Passport) และได้รับการฝึกในลักษณะกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาทิ การใช้งานเครื่องมือสื่อสาร, การพูดโน้มน้าว และการพูดข่มขู่ จนกระทั่งต่อมาได้ถูกย้ายไปทำงานบริเวณบ่อนคาสิโนจุดผ่านแดนถาวรช่องจ็วม–สะงำ และด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชีวิต เนื่องจากพบเห็นเพื่อนร่วมงานถูกทรมานในรูปแบบต่างๆ จึงตัดสินใจรวมกลุ่มหลบหนีออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว ก่อนถูกเจ้าหน้าที่กองกำลังสุรนารีจับกุมได้ในที่สุด
ปัจจุบันกองกำลังสุรนารีได้นำตัวกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองทั้งหมดส่งมอบให้กับสถานีตำรวจภูธรภูสิงห์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ จากข้อมูลการจับกุมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและขบวนการสแกมเมอร์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้พื้นที่ในประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ เพื่อหลอกลวงบุคคลจากประเทศต่างๆ ให้เข้ามาทำงานในลักษณะดังกล่าว และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนของประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ตาม กองทัพบกพร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเดินหน้าเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้น ป้องปรามและขยายผล เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องต่อไป
…………………………………….…
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก, 28 เมษายน 2569




