วันนี้ (๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙) การประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ ๓/๒๕๖๙ โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และประธานสภากลาโหม เป็นประธาน ณ ห้องภาณุรังษี ณ ศาลาว่าการกลาโหม
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบายเฉพาะ ๑๒ ด้าน เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงกลาโหม ได้แก่ ๑) เทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ๒) ปกป้องอธิปไตยทุกมิติ ๓) ชายแดนมั่นคงประชาชนปลอดภัย ๔) ยืนหยัดอธิปไตยบนพื้นฐานความชอบธรรม ๕) พัฒนาพื้นที่ความมั่นคงชายแดน ๖) ทหารอาสาจากหน้าที่สู่โอกาส ๗) พัฒนากำลังสำรองและเครือข่ายภาคประชาชน ๘) พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ๙) สร้างสันติสุขชายแดนใต้ ๑๐) เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ๑๑) ดูแลกำลังพลและครอบครัว ๑๒) เชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกและวีรกรรมทหารกล้า รวมทั้ง นโยบายเร่งด่วน ๕ ด้าน ประกอบด้วยการพัฒนาพื้นที่ความมั่นคงชายแดน การขับเคลื่อนนโยบายทหารอาสา การเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกและการดูแลกำลังพล การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การประชุมได้มีการนำเสนอประเด็นที่สำคัญดังนี้
๑. งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ
นายกรัฐมนตรีได้ลงนามอนุมัติคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ จำนวน ๙ คณะ ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้รับมอบหมาย
ให้ดำเนินการจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศงานพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกรรมการ มีปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นกรรมการ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ
และเลขานุการ ซึ่งในการประชุมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กรุณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน ๓ คณะ ดังนี้ ๑) คณะอนุกรรมการฝ่ายปฏิบัติการและดำเนินการ ๒)คณะอนุกรรมการฝ่ายงบประมาณและ ๓) คณะอนุกรรมการฝ่ายสนับสนุน
๒. รายงานผลการศึกษาการดำเนินนโยบายทหารอาสา
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมชี้แจงผลการศึกษาการดำเนินนโยบายทหารอาสา ตามนโยบาย
ของรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ทหารกองประจำการแบบสมัครใจและได้กำลังพลที่มีประสิทธิภาพ
เข้ามาปฏิบัติงานในกองทัพ โดยมีแนวทางการคัดเลือกพลทหารอาสา จากกลุ่มบุคคลที่สมัครใจ ๒ กลุ่ม
ได้แก่ กลุ่มทหารกองเกิน และ กลุ่มทหารกองหนุน โดยทำสัญญาจ้าง เข้าปฏิบัติหน้าที่ทหารกองประจำการเป็นเวลา ๔ ปี และจะต้องอยู่ปฏิบัติงานเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี รวมทั้ง ศึกษาสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
โดยกำหนดเป็นเงินเดือนระดับ เงินเพิ่มพิเศษ โดยสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ต้องเท่ากับหรือไม่น้อยกว่าสิทธิ
ของทหารกองประจำการที่สมัครเข้ารับราชการโดยวิธีร้องขอกรณีพิเศษด้วยระบบออนไลน์ ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม คือ การปรับแก้ไขร่างกฎกระทรวง พุทธศักราช ๒๕๕๓ ซึ่งจะนำเข้าพิจารณาในการประชุมสภากลาโหม ในครั้งต่อไป และเข้าหารือทำความตกลงกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้พร้อมสำหรับการรับสมัครประจำปี ๒๕๗๐ ซึ่งกำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๖๙
๓. การจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ๒๕๖๙
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ซึ่งเป็นการจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเป็นครั้งแรกอย่างเต็มรูปแบบภายใต้แนวคิด Power of Self-Reliance พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง โดยจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ ในระหว่าง
วันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ อาคารอเนกประสงค์สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พื้นที่ศรีสมาน โดยได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นการส่งเสริม
การใช้ผลิตภัณฑ์ของไทย สร้างความร่วมมือด้านการผลิต กระตุ้นการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง เพื่อการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนการต่อยอด
สู่การพาณิชย์อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ คือหนึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลและเป็นหนึ่ง
ในภารกิจสำคัญของกระทรวงกลาโหม ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มุ่งบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปสู่การพึ่งพาตนเอง อย่างเป็นรูปธรรม
๔. การพัฒนาขีดความสามารถการปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของกองทัพไทย
ปัจจุบันการปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดการปฏิบัติการร่วมทุกมิติ (Joint All-Domain Operations) ขอบเขตของสนามรบมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางกายภาพที่มองเห็นได้ หรือ Physical Domain
เช่น Space Air Land Maritime แต่ยังรวมถึงมิติที่มองไม่เห็น หรือ Beyond Physical Domain เช่น ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะการปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ EMSO (Electro Magnetic Spectrum Operations)
ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อนำมาซึ่งความได้เปรียบในสนามรบและความสำเร็จของการปฏิบัติการ
การบูรณาการการปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าร่วม จะส่งผลให้เกิดการทวีอำนาจกำลังรบ กองทัพไทยจึงได้จัดตั้ง “หน่วยปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าร่วม” ขึ้น ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย หรือ JCC (Joint Capabilities Command) ตามนโยบายการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นกองทัพที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด RTARF2050
๕. การฝึกทหารใหม่ รุ่นปี ๒๕๖๙ ผลัดที่ ๑ และโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี ๒๕๖๙
ปัจจุบันกองทัพบกรับทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ รุ่นปี ๒๕๖๙ ผลัดที่ ๑
จำนวน ๓๑,๐๙๘ นาย โดยให้ความสำคัญของการฝึกทหารใหม่ มีการกำหนดมาตรการในการปฏิบัติ
และผู้รับผิดชอบและได้กำกับดูแลการฝึกโดยใกล้ชิดทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียระหว่างการฝึกทหารใหม่ โดยยังคงการฝึกที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อให้การฝึกบรรลุวัตถุประสงค์ในการปรับสภาพจากพลเรือนมาเป็นทหาร และเพื่อเป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพให้กับกองทัพและประเทศชาติ
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กองทัพบก/ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนภูมิภาค จัดทำโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี ๒๕๖๙ โดยได้กระทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๙ ณ กองบัญชาการกองทัพบก
ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ ๒๘ โดย กองทัพภาคที่ ๑ – ๔ ในฐานะศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาค ได้จัดเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับการแจกจ่ายน้ำ
ให้กับประชาชนที่ประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร โดยได้ดำเนินการแจกจ่ายน้ำ จำนวน ๔,๔๑๔,๕๐๐ ลิตร ให้กับประชาชนไปแล้ว จำนวน ๙,๓๓๐ ครัวเรือน (ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ จนถึงปัจจุบัน) และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนสถานการณ์จะคลี่คลาย
๖. การอพยพคนไทยทางทะเลจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
จากสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองทัพเรือได้เตรียมแผนอพยพคนไทยทางทะเลในตะวันออกกลาง โดยแนวความคิดในการปฏิบัติ From the Sea นั้น ประกอบด้วยการจัดทำแผนการเดินทางไปรับคนไทย โดยใช้ระยะทางรวมทั้งสิ้น ๑๑,๓๐๐ ไมล์ทะเล และใช้ระยะเวลาปฏิบัติภารกิจรวม ๔๓ วัน ทั้งนี้แผนฯ ดังกล่าว ยังเป็นแผนการเตรียมความพร้อมในขั้นต้น และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์จริง
๗. การพัฒนาขีดความสามารถทางอวกาศของ ทอ.
กองทัพอากาศในฐานะหน่วยงานหลักด้านการปฏิบัติการทางอากาศและอวกาศ ได้กำหนดแนวทางพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับภัยคุกคามและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยมีศูนย์ปฏิบัติการอวกาศกองทัพอากาศเป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนภารกิจด้านอวกาศ ปัจจุบันกองทัพอากาศได้นำระบบดาวเทียม เช่น NAPA-2N มาใช้สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง การบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งมีแผนจัดหาดาวเทียม NAPA-3 และ NAPA-4 เพื่อดำรงและพัฒนา
ขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอวกาศ
ภารกิจในมิติอวกาศของกองทัพอากาศมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรับ และดำเนินการตามแนวทาง
ของคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครอบคลุมภารกิจการเฝ้าระวังห้วงอวกาศ การลาดตระเวน
และ เฝ้าตรวจทางอวกาศ การสื่อสารและโทรคมนาคม การกำหนดพิกัดและระบบนำร่อง ตลอดจนการปฏิบัติการด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMSO) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ทั้งนี้ กองทัพอากาศยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกศึกษา
และการพัฒนาบุคลากรด้านอวกาศร่วมกัน
๘. การจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ
ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยมีภารกิจในการดูแลและบริหารจัดการห้วงอากาศเหนือพื้นดินและพื้นน้ำ
รวมกว่า ๑.๘ ล้านตารางกิโลเมตร ตลอดจนเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับ
การรบกวนสัญญาณดาวเทียม และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน มิติอวกาศ
ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสรีตามหลักสากล ก็อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติได้ หากมีการใช้งาน ในลักษณะที่เป็นภัยต่อประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบสนอง
ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว อ่อนตัว และแม่นยำ
เพื่อให้การบูรณาการข้อมูลและการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงทีจึงมีความจำเป็นในการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ” เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง
ในการบูรณาการข้อมูลด้านอากาศและอวกาศจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านความมั่นคง การบินพลเรือน เทคโนโลยีอวกาศ ข่าวกรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีภารกิจสำคัญ อาทิ การเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และประเมินภัยคุกคาม การบริหารจัดการห้วงอากาศและอวกาศ การกำกับดูแลอากาศยานไร้คนขับ การติดตามอากาศยาน
บินผ่านหรือขึ้นลงในราชอาณาจักร การค้นหาและช่วยชีวิต ตลอดจนการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง
โดยศูนย์ฯ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นรองผู้อำนวยการ และเสนาธิการทหารอากาศเป็นเลขาธิการ
————
สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม (สนฆ.กห.) : ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙





