25 กันยายน 2569 — นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องยุทธนาธิการ ศาลาว่าการกลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานด้านกฎหมาย หน่วยงานด้านการวิจัยและเทคโนโลยี เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการประชุมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน โดยนำปัญหาและข้อจำกัดที่ได้รับฟังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถเชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การทดสอบและรับรองมาตรฐาน การผลิต การจัดหาและการใช้งานจริง ไปจนถึงการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ

รองนายกรัฐมนตรีได้ถ่ายทอดแนวนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในและการพึ่งพาตนเอง” โดยเฉพาะในบริบทที่สถานการณ์ความมั่นคง เทคโนโลยี และรูปแบบของภัยคุกคามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้ว่า กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ถูกกำหนดขึ้นตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา เมื่อสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนให้เหมาะสม เพื่อให้กฎหมายยังคงทำหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัย ขณะเดียวกันต้องไม่กลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ

การที่รองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมทั้งมีความเข้าใจต่อบริบทความมั่นคงและรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป เข้ามาร่วมขับเคลื่อนในครั้งนี้ จึงมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงมิติด้านกฎหมายเข้ากับความต้องการด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพิจารณาว่า สิ่งใดจำเป็นต้องคงไว้เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย สิ่งใดควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน และสิ่งใดจำเป็นต้องเพิ่มเติมเพื่อรองรับเทคโนโลยีและภัยคุกคามในอนาคต

ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาคความมั่นคงกับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลักดันให้องค์ความรู้และงานวิจัยของไทยสามารถก้าวจากห้องทดลองไปสู่การทดสอบ การรับรองมาตรฐาน การผลิต และการใช้งานจริง รวมทั้งต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ ความร่วมมือและความจริงใจของทุกฝ่ายในการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มองว่าอุปสรรคด้านใดเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ร่วมกันพิจารณาทั้งระบบ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการรักษามาตรฐานและความปลอดภัย กับการเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยี งานวิจัย และผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถและแข่งขันได้

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำว่า กระทรวงกลาโหมพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดในทุกมิติ เพราะการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีความสำคัญทั้งต่อความมั่นคง ความพร้อมของกองทัพ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ

กระทรวงกลาโหมจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เชื่อมต่อกันทั้งระบบ ตั้งแต่ งานวิจัย–การพัฒนา–การทดสอบ–การรับรองมาตรฐาน–การผลิต–การจัดหา–การใช้งานจริง–การส่งออก โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาและผลิตภายในประเทศ ซึ่งผ่านมาตรฐานและมีศักยภาพ สามารถเข้าสู่การใช้งานจริง และนำผลจากการใช้งานกลับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ภารกิจได้ดียิ่งขึ้น

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมถึงการพิจารณากลไกสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ แนวคิด “รัฐเป็นผู้ซื้อรายแรก” (First Buyer Policy) การพัฒนาระบบมาตรฐานยุทโธปกรณ์ การสนับสนุนพื้นที่และกระบวนการทดสอบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้นำยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทยไปทดสอบและใช้งานในการฝึกของเหล่าทัพ รวมถึงการฝึกร่วม/ผสมกับต่างประเทศ เพื่อพิสูจน์ขีดความสามารถภายใต้สภาพแวดล้อมการใช้งานจริง

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับประเทศไทยใน NATO Codification System (NCS) จาก Tier 1 สู่ Tier 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และสิ่งอุปกรณ์ทางทหารของไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทย “ผลิตยุทโธปกรณ์ได้เอง” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ศักยภาพของคนไทยสามารถเดินไปได้ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การคิดค้นและวิจัย จนถึงการผลิตและนำไปใช้ประโยชน์จริง

“หากคนไทยคิดได้ วิจัยได้ และผลิตได้ เราต้องช่วยกันสร้างระบบและโอกาสให้สิ่งที่คนไทยทำได้เข้าสู่การใช้งานจริง และต่อยอดไปได้ไกลกว่านั้น”

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงกลาโหม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ให้เป็นขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ลดการพึ่งพาจากภายนอก และต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
25 กันยายน 2569