ด้วยความตระหนักถึงศักยภาพของความประสานสอดคล้องและการบูรณาการด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมบูรณาการด้านการสื่อสารของประเทศ ในการแถลงข่าวและให้ข้อเท็จจริงต่อประชาชนชาวไทย และประชาคมโลก เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นของชนในชาติ และสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยยึดผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ
.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นกลไกหลักในการสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง เที่ยงตรง โดยยึดกติกาสากลและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นที่ตั้ง อีกทั้งการต่อต้านการโจมตีและการบิดเบือนด้วยข่าวปลอมอย่างทันท่วงที มีประสิทธิผลสูง เป็นแหล่งข้อมูลหลักของชาติ ขับเคลื่อนทิศทางข่าวสาร ควบคู่กับสมรภูมิการทหารและการทูต เป็นที่ประจักษ์และได้รับการเชื่อมั่นในวงกว้าง จากสื่อมวลชนและประชาชนไทย
.
ภายหลังการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ “ยามวิกฤต” ที่กระทรวงกลาโหมเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ถ้อยแถลงการร่วม (Joint Statement : JS) ข้อ 16 ที่มุ่งหวังให้มีกลไกการสื่อสารที่เป็นทางการของฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชา สำหรับรักษาบรรยากาศความสงบสุข ป้องกันความเข้าใจผิด ตลอดจนเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งแปรสภาพศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ เดิม ให้เป็น “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา”
.
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนศูนย์ข่าวสารฯ ของชาติ ดังกล่าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจพลิกผันได้ตลอดเวลา และเป็นไปตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ดังนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จึงได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนกลาโหม เป็นหน่วยงานหลัก สนับสนุนและบูรณาการความร่วมมือ ทั้งจากภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม เพื่อให้บรรลุภารกิจสำคัญตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม ที่ความมุ่งหวังปลายทาง คือ การดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และการรักษาอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเสริมสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน สืปไป
ที่มา: สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
