รมว.กห. ชู 6 ประเด็นสำคัญ ยกระดับการป้องกันประเทศรับโลกแห่งความไม่แน่นอน จากภัยคุกคามหลายมิติ–ความพร้อมกองทัพ–Public Trust–National Resilience–อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ถึง Strategic Balance ย้ำ “ความมั่นคงไม่ใช่เรื่องของกองทัพเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจของทั้งประเทศ”

 

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อ “Defence and Security in an Era of Uncertainty: การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน” โดยเสนอกรอบการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมชู 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการป้องกัน รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากภัยคุกคามในอนาคต

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “โลกเปลี่ยน ภัยคุกคามก็เปลี่ยน” วันนี้สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อทหารสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในสนามรบ ภัยคุกคามอาจเริ่มต้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ห้องทดลอง โรงงานพลังงาน ท่าเรือ ระบบการเงิน หรือแม้แต่ข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ในแต่ละวัน สงครามยุคใหม่จึงไม่ได้ถามเพียงว่า “ใครมีกองทัพใหญ่กว่า” แต่ถามว่า “ใครปรับตัวได้เร็วกว่า ใครมีระบบที่แข็งแรงกว่า และใครสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้”

 

สำหรับ 6 ประเด็นสำคัญ ในการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ประกอบด้วย

 

ประเด็นที่ 1 มองภัยคุกคามให้กว้าง และมองให้เห็นก่อนกลายเป็นวิกฤต

ภัยคุกคามในปัจจุบันเปลี่ยนจากภัยทางทหารแบบดั้งเดิมไปสู่ภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats) ครอบคลุมทั้งภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรนและระบบไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร โรคระบาด ภัยพิบัติ รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ดังนั้น ประเทศต้องเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า “เราจะรับมือกับภัยที่เกิดขึ้นอย่างไร” ไปสู่ “เราจะมองเห็นภัยก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤตได้อย่างไร” ซึ่งถือเป็นหัวใจของการป้องกันประเทศยุคใหม่

 

ประเด็นที่ 2 ยกระดับความพร้อมของกองทัพ จากความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์สู่ความพร้อมของทั้งระบบ

กองทัพต้องเตรียมพร้อมรับภัยคุกคามหลายมิติ โดยไม่วัดความพร้อมจากอาวุธที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี คนที่ทันสมัย ข้อมูลที่ทันสมัย เทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบตัดสินใจที่ทันสมัย รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุม ระบบสื่อสารสำรอง และการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพราะเมื่อเกิดวิกฤต สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องไปถึงผู้ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และทุกหน่วยต้องสามารถทำงานร่วมกันได้

 

“ความพร้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การมีทุกอย่าง แต่คือการสามารถทำงานร่วมกันได้เมื่อเกิดวิกฤต กองทัพจึงต้องเป็นทั้งกำลังรบ และกำลังแห่งความพร้อมของประเทศ”

 

ประเด็นที่ 3 สร้างความได้เปรียบจาก 5 ปัจจัย — คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในโลกยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่กำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเชื่อมโยง คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชน (Public Trust) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ เพราะแม้จะมีกองทัพที่เข้มแข็ง แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น ความมั่นคงของประเทศก็ไม่อาจยั่งยืน

 

“ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของทั้งประเทศในการรวมพลัง และตัดสินใจให้ถูกต้องในเวลาที่สำคัญที่สุด”

 

ประเด็นที่ 4 สร้าง National Resilience ให้ประเทศพร้อมก่อนวิกฤตมาถึง

การสร้างความมั่นคงต้องครอบคลุมตั้งแต่ ป้องกัน–เตรียมพร้อม–ตอบสนอง–ฟื้นฟู โดยต้องมีระบบประเมินภัยคุกคามที่มองไปข้างหน้า เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุข และภาคเอกชน มีแผนสำรองสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ฝึกซ้อมสถานการณ์วิกฤตร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และสร้างความรู้ความตระหนักด้านความมั่นคงให้แก่ประชาชน

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า “ในวันที่เกิดวิกฤตจริง ประเทศไม่มีเวลามาสร้างระบบใหม่ ระบบต้องถูกสร้างและซ้อมไว้ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีวิกฤต” พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

ประเด็นที่ 5 เปลี่ยนจาก “ซื้ออาวุธ” สู่ “สร้างขีดความสามารถของประเทศ”

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องมีความสามารถในเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ โดยเฉพาะโดรนและระบบไร้คนขับ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบบัญชาการ ระบบสื่อสาร ดาวเทียม ระบบพลังงานและแบตเตอรี่ อุปกรณ์ป้องกันภัย และเทคโนโลยีสำหรับการจัดการภัยพิบัติ

 

การจัดหาในอนาคตจึงต้องถามให้มากกว่าว่า “จะซื้ออะไร” แต่ต้องถามว่า “ประเทศไทยได้อะไรกลับมา” ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย การจ้างงาน และการต่อยอดอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

 

ประเด็นที่ 6 รักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Balance) โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง

ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ประเทศไทยควรสามารถรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับมิตรประเทศทุกฝ่าย บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วม ความเคารพซึ่งกันและกัน และความเป็นอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศหนึ่งกลายเป็นข้อจำกัดต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง

 

“ประเทศไทยต้องสามารถพูดคุยกับทุกฝ่าย ร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องสามารถตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศไทยได้ด้วยตัวเอง”

 

ในช่วงท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้ปฏิบัติในพื้นที่และงานด้านความมั่นคงหลายระดับ จนมาสู่บทบาทผู้กำหนดนโยบาย ทำให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงของประเทศไม่สามารถสร้างได้ด้วยกองทัพเพียงองค์กรเดียว แต่ต้องเกิดจากความพร้อมของรัฐบาล ภาคเอกชน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และประชาชน

 

จึงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนคำถามจาก “กองทัพพร้อมรบหรือยัง?” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “ประเทศไทยพร้อมรับมือกับโลกที่ไม่แน่นอนแล้วหรือยัง?”

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการสร้างกำลังรบ แต่คือการสร้าง “ความสามารถของประเทศในการอยู่รอด ปรับตัว และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง”

 

พร้อมฝากข้อคิดในตอนท้ายว่า

 

“ประเทศที่มั่นคง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อภัยคุกคามมาถึงแล้ว ยังสามารถยืนหยัด ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปได้”

 

นี่คือโจทย์ของการป้องกันประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน และเป็นความมั่นคงที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

 

––––––––––––––––

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม

17 สิงหาคม 2569