1. บริหารจัดการ “ความเย็น” ให้เป็นระบบ
🟢ค่าไฟส่วนใหญ่ในช่วง WFH มาจากเครื่องปรับอากาศ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อยจะช่วยได้มาก: สูตร 26°C + พัดลม: ปรับแอร์ที่ 26-27 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็น จะทำให้รู้สึกเย็นเท่ากับ 24 องศา แต่ประหยัดไฟฟ้าได้มากกว่า 10%
🟢ล้างฟิลเตอร์ด้วยตัวเอง: ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศทุก 2 สัปดาห์ ช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักและเย็นเร็วขึ้น
🟢ปิดม่านกันความร้อน: ในช่วงบ่ายที่แดดจัด การปิดม่านกัน UV จะช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้ 2-3 องศา
 
2. ใช้ประโยชน์จาก “แสงธรรมชาติ”แทนที่จะเปิดไฟในห้องทั้งวัน ลองจัดมุมทำงานใหม่
🟢จัดโต๊ะใกล้หน้าต่าง: ใช้แสงจากธรรมชาติช่วยประหยัดค่าไฟส่องสว่าง และยังช่วยให้สายตาได้พักมองออกไปด้านนอก ลดความเครียดจากการจ้องหน้าจอนานๆ
🟢ใช้หลอดไฟ LED: หากจำเป็นต้องเปิดไฟ ควรเปลี่ยนมาใช้หลอด LED ซึ่งกินไฟน้อยกว่าและมีความร้อนต่ำกว่าหลอดแบบเดิม
 
3. DIY อาหารและเครื่องดื่ม (Home Cafe) ค่าอาหารเดลิเวอรี่และกาแฟแบรนด์ดังคือรายจ่ายที่มองไม่เห็น
🟢Meal Prep: วางแผนทำอาหารล่วงหน้า หรือทำทีละปริมาณมาก แล้วแบ่งแช่แข็งไว้ การทำกับข้าวเองประหยัดกว่าการสั่งผ่านแอปฯ เกือบ 50% (เพราะไม่ต้องเสียค่า GP และค่าส่ง)
🟢ชงเครื่องดื่มเอง: หากคุณเป็นคอกาแฟ การลงทุนกับเมล็ดกาแฟดีๆ หรือ อุปกรณ์ชงเองที่บ้าน จะช่วยประหยัดค่ากาแฟรายวันได้มหาศาลในระยะยาว
 
4. ปิดสวิตช์อุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ไอทีหลายชนิดกินไฟแม้จะอยู่ในโหมด Standby
🟢ถอดปลั๊กเมื่อเลิกงาน: จอคอมพิวเตอร์ ลำโพง หรือเครื่องพิมพ์ หากไม่ใช้งานควรปิดสวิตช์ปลั๊กพ่วงหรือถอดปลั๊กออก
🟢เปิดโหมดประหยัดพลังงาน (Power Saving): ตั้งค่าโน้ตบุ๊กให้เข้าสู่โหมด Sleep เร็วขึ้นเมื่อไม่ได้สัมผัส เพื่อถนอมแบตเตอรี่และลดการใช้ไฟ
 
5. เปลี่ยน “เวลาเดินทาง” เป็น “รายได้หรือการพักผ่อน” ปกติเราอาจเสียเวลาเดินทาง 1-3 ชั่วโมงต่อวัน
🟢ประหยัดค่าน้ำมัน/ค่ารถ: นำเงินส่วนที่ไม่ได้จ่ายค่าเดินทางเก็บแยกไว้เป็นเงินออมฉุกเฉิน
🟢ใช้เวลาที่เหลือให้คุ้ม: นำเวลาที่เคยใช้บนถนนมาทำอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หรือออกกำลังกายเบาๆ เพื่อลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม ซึ่งจะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้