รมว.กห. ร่วมวันสถาปนา “ร.23 พัน.4” ครบรอบ 48 ปี มอบทุนช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละ และทุนการศึกษาแก่บุตรกำลังพล ย้ำความภาคภูมิใจที่ได้กลับสู่หน่วยต้นแบบชีวิตรับราชการ

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีวันสถาปนา กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 ครบรอบ 48 ปี พร้อมเป็นประธานในพิธีมอบทุนช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตและพิการทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม รวมถึงมอบทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการ จำนวน 232 ทุน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว และส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรกำลังพล

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้กลับมายังหน่วยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตรับราชการ ตั้งแต่ตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก ผู้บังคับกองร้อย จนถึงผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 พร้อมกล่าวชื่นชมหน่วยที่ยังคงยึดมั่นในการดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและพิการจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกองทัพบกพร้อมดูแลอย่างเต็มกำลัง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมวันสถาปนาของหน่วยที่ตนเองเคยเติบโตและใช้ชีวิตรับราชการร่วมกับเพื่อนร่วมรบจำนวนมาก แม้หลายคนจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังคงเป็นความผูกพันที่ไม่เคยลืม พร้อมยกย่องอดีตผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมผ่านภารกิจในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบาก คอยเตือนสติและเป็นแรงผลักดันให้ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติจนเติบโตในเส้นทางรับราชการมาถึงปัจจุบัน

พร้อมกล่าวอีกว่า กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 ถือเป็นหน่วยรบหลักของกองทัพภาคที่ 2 ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะภารกิจดูแลพื้นที่สำคัญและสมรภูมิหลักที่ผ่านมา กำลังพลทุกนายไม่เคยปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ และมีความภาคภูมิใจในการทำงานเพื่อประเทศ ตั้งแต่นายทหาร นายสิบ จนถึงพลทหาร

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังระบุว่า ปัจจุบันทหารกองประจำการจำนวนมากสมัครใจขออยู่รับราชการต่อหลังปลดประจำการ สะท้อนให้เห็นว่าการฝึกสามารถสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ และปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติได้อย่างแท้จริง โดยกำลังพลที่ผ่านการฝึกมากกว่า 1,000 วัน หากได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศแม้เพียง 1 วัน ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นครอบครัวเดียวกัน และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยและกองทัพ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้เปรียบเทียบวาระครบรอบ 48 ปีของหน่วย เสมือนวัยกลางคนของคนคนหนึ่ง ที่ต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบทั้งต่อครอบครัวและสังคม พร้อมย้ำว่ากำลังพลทุกนายต้องร่วมกันพัฒนาหน่วยให้มั่นคง เข้มแข็ง และพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไป

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม